pic of day

pic of day

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

Sue Bryce คนเก่งฟ้าประทาน แนว Glamour



Sue Bryce ช่างภาพที่โดดเข้ามาในหัวใจผมเต็มๆ กับการถ่ายภาพแนวที่เรียกว่า Glamour หรือแนว วาบหวาม จุดเด่นที่หาได้ยากของ Sue Bryce ก็คือ เธอสามารถทำให้ ผู้หญิง ธรรมดาๆ หรือ ลูกเป็ดขี้เหร่ คนหนึ่ง กลายเป็น พญาหงษ์ ได้

Sue Bryce ไม่ได้เน้นในเรื่อง เทคนิค การถ่ายภาพ ไม่ได้เน้นเรื่อง Lighting หรือ เทคนิคพิเศษอื่นใด นอกจาก ความสามารถในการ ดึง ความเป็นผู้หญิง ออกมาจากแบบได้ อย่างน่าทึ่ง 

การจัดท่าโพส การแต่งหน้าทำผม การจัดเซตติ้ง ทุกอย่าง มีความหมาย ลงตัว และ สอดคล้องประสานกัน  ถ้าคุณได้ดู วิดีโอ สอน ของ Sue Bryce สัก 10 นาทีแรก คุณจะอึ้ง ทึ่ง เสียว (ขณะที่เขียนบล็อกนี้ ผมยังดูไม่จบ)



ภาพตัวอย่าง ก่อนถ่าย และ หลังถ่าย (คลิ๊กเพื่อดูขนาดใหญ่)





สนใจผลงานของเธอ และ ตามข่าวของเธอได้ที่ลิงค์นี้ครับ  http://www.inbedwithsue.com/




วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

มารู้จักกับ Glen Luchford กัน

Glen Luchford 
ชื่อไม่คุ้นหู แต่เขาเป็น ช่างภาพแฟชั่น และ คนทำภาพยนต์ อาศัยใน นิวยอร์ค
รายละเอียดของเขาอ่านได้ที่่ ลิงค์ของเขาที่นี่
http://www.glenluchford.com/index.php/photograph

งานของเขาจะเห็นว่า ไม่ได้เน้น ความสวยของตัวเนื้องาน แต่เน้น การ พรีเซ้นท์ ไอเดียที่แปลกใหม่
งานของลูกค้าเขา ก็มักเป็นสินค้ายี่ห้อดัง อาทิ Prada, Yves Saint Laurent, Levi's, Mercedes-Benz และ Calvin Klein เป็นต้น ก็นับว่า ลูกค้าเลือกแนวการนำเสนอของเขา










ใครสนใจหาซื้อหนังสือเขามาดูเล่นก็ได้นะครับ ลองดูจากวิดีโอนี้ก่อน





วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

Profoto Pro-B4 ขอเอาคืนบ้าง

คนเล่นไฟสตูแบบมืออาชีพต้องรุ้จักไฟสตู สองยี่ห้อ ที่กินกันไม่ลงสักทีระหว่าง Broncolor กับ Profoto และเมื่อไม่นานมานี้ ทาง บรอน ได้เกทับ ฝั่ง โปรโฟโตว่า แฟลชของตัวเองมีระยะเวลาการวาบไฟสั้นที่สุด แต่ในตอนนี้ ทาง โปรโฟโต ขอเอาคืน โดยการออก ระบบ pack and head ที่ใช้แบตเตอรี่ ที่มีระยะการวาบไฟเร็วที่สุดในโลก (ของไฟที่ใช้ระบบแบตเตอรี่แบบนี้) นั่นคือ มันสามารถวาบได้ที่  1/25,000 วินาที โอ้มายก๊อด

รีไซเคิลไทม์ เมื่อยิงเต็มกำลัง ต่ำกว่า 1 วินาที เยี่ยม!!!   ถ้าหรี่ลงไปสุด จะสามารถยิงต่อเนื่องได้ที่ 30 แฟลชต่อวินาที  ว้าวววว







ราคา ผมยังไม่ทราบ ใครทราบ บอกด้วย ครับผม


วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

หลักและวิธีการ ในการใช้ Octadome (หรือ บางคนเรียกว่า Octabank)


จริงๆมีคนถามผมนานแล้วว่า ไอ้ซอฟต์บ็อกซ์หน้าตาแปดเหลี่ยม นี่มันใช้งานอย่างไร
เอ่อ ผมก็ตอบว่าก็ใช้เหมือนกับ ซอฟต์บ็อกซ์ นั่นแหละ เพียงแต่มันมีรูปร่าง 8 เหลี่ยมเท่านั้น
ตอบแบบนี้ คนได้คำตอบอาจหงุดหงิดในใจบ้าง (ที่ว่าหงุดหงิดในใจเพราะผมไม่เคยได้ยินใครบ่นว่า ตอบสันจัง สักคน อิอิ) เอาล่ะ มี กระทาชาย นายหนึ่ง ชื่อ Jay P. Morgan ได้ทำวิดีโอของเขาไว้ใน ยูทูป ที่อธิบาย เรื่องพวกนี้ไว้ทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่น่าสนใจบางอย่างด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ว่า ขนาด ของมันจะมีขนาดเท่าไหร่ไม่ว่าจะ เล็ก กลาง หรือ ใหญ่
corverage หรือพื้นที่ที่แสงครอบคลุมจะเท่ากันหมด แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ คุณภาพของแสง (คนลงเรียน 101 กับผมคงเข้าใจดี) ทีนี้ ถ้าใครอยากได้แสงที่มีทิศทางมากยิ่งขึ้นโดยไม่อยากเสียคุณภาพของแสง
สิ่งที่คุณทำได้ และ น่าทำมากๆก็คือ หาซื้อ กริด มาใส่ด้านหน้าของมัน ซะ ภาพของคุณจะแลดู ดรามาติก มากยิ่งขึ้นครับ

ลองดูวิดีโอนี้จะเข้าใจดียิ่งขึ้น  หวังว่า วิดีโอ นี้จะมีประโยชน์ นะครับ



วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Joel Grimes ช่างภาพตาบอดสี ที่สร้างผลงานอันลือลั่น




เมื่อไม่นานมามานี้ Grimes จำเป็นต้องเลือกเส้นทางการเป็นช่างภาพของตัวเอง จากการที่เคยใช้กล้องวิวขนาด 4x5 กับฟิลม์โพรารอยต์ Type 55 แต่จากการได้รับงานที่มอบหมายจากเอเจนซี่รายใหญ่ ให้ทำงานชิ้นหนึ่ง ด้วยงบประมาณแบบไร้ขีดจำกัด ทำให้เขาได้ค้นพบเส้นทางในการประกอบอาชีพใหม่

ภาพของ Grimes มีสไตล์ที่น่าประหลาดคือ มันดูแล้ว ให้อารมณ์ มีความมุ่งมั่น โดนใจ และ ดูเหนือจริง ซึ่งแนวภาพลักษณะนี้ทำให้เขาได้เข้าไปสู่การภาพถ่ายในโลกของกีฬา ซึ่งเขาได้มีโอกาศถ่ายภาพให้กับนักกีฬาดังระดับโลกอย่างเช่น Blake Griffin แห่ง NBA เป็นต้น



การสร้างภาพของเขาได้นำเอาเทคนิคของ HDR มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการตัดต่อภาพของเขา แต่การตัดต่อนี้ แลดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติ และนั่นทำให้เขาได้รับคำตำหนิจากเพื่อนร่วมวงการของเขา

"ผมจำได้ว่าตอนที่ผมแบ่งภาพพวกนี้ให้กับเพื่อนๆของผมดู พวกเขาต่างตกใจและบอกว่า ผมไม่ใช่ช่างภาพอีกต่อไป แต่ผมเป้นนักเขียนภาพ หลายคนบอกว่าผมโดดลงเรืออีกลำ และผมไม่ใช่่พวกสายบริสุทธิ์( purist)อีกต่อไป"

ผมจึงถามตัวเองว่า ผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมมีกล้อง ผมมีเครืองมื่อ และผมเป้นจิตรกรที่ใช้ภาพมาสร้างสรรผลงาน เป้าหมายของผมคือสร้างภาพที่มีผลกระทบและมีพลังในการเล่าเรื่องราว ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ต่อมาเขาพบว่า แนวทางของเขานั้นกำลังสร้างประโยชน์ให้กับตัวเขาเอง ด้วยการที่ปัจจุบัน งบในการโฆษณาน้อยลง ทำให้การทำงานแบบมีทีมงานใหญ่โตและอุปกรณ์มากมายและเวลาที่เหลือเฟือนั้นกลายเป็นเรื่องในอดีตไป



Grimes ไม่สามารถเห็นสีได้ เขาตาบอดสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาไม่สามารถเห็นสีเขียวได้เลย ดังนั้นภาพของเขาจึงฃมีพื้นฐานของภาพขาว-ดำและสีผสมกัน เนื่องจากเขาไม่เห็นสี ดังนั้นเขาจึงให้สีด้วยแสงแทน (coloing with light) สมัยก่อนนั้น Grimes ก็เป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพ outdoor ด้วยแสงธรรมชาติเหมือนคนอื่นๆ แต่ต่อมา เขาได้แบกเอาไฟสตูดิโอและแบตเตอรี่แพค ออกไปถ่ายภาพกลางแจ้ง เทคนิคของเขาคือการใช้แสงสามแสง โดยสร้างขอบของแสงสองด้าน อีกหนึ่งดวงจากทางด้านหน้า เขาพบว่าวิธีนี้สามารถตอบสนองภาพที่อยู่ในใจของเขาได้เป็นอย่างดี และด้วยความสามารถที่จะบังคับแสงให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการได้ตลอดเวลา ทำให้เขาสามาถสร้างงานเหมือนๆกันนี้ได้ในทุกๆสถานที่ๆเขาไป




อันที่จริอันที่จริงแล้ว Grimes มีดีกรีด้านวิจิตรศิลป์ (fine art) จากมหาวิทยาลัย Arizona สมัยเป็นนักศึกษาเขาได้มีโอกาศดูภาพวาดสมัย ศัตวรรษ ที่ 17 ในยุคของ บารอค (Baroque) และ เรเนอซองค์ (Renaissance) ไม่กี่ปีมานี้เขาได้มีโอกาศเห็นภาพวาดเหมือนของ แรมแบรนท์ (Rembrandt) ด้วยตัวของเขาเองที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเวียนนา เขายืนดูภาพนั้นนานกว่า 45 นาที ศึกษารายละเอียดทุกแง่มุม เขากล่าวว่า วิธีที่แสงสาดกระทบกับตัวแบบนั้น นับเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ในงานของเขา



ปัจจุบัน Grimes ยังคงเดินหน้า พัฒนาแนวทางของตัวเองต่อไป แม้จะมีงานหลั่งไหลมาหาเขาไม่ขาดสาย บางครั้งเขายอมลงทุนทำงานแบบไม่ได้ค่าจ้างถ้าหากมันไม่ได้ทำให้เขาสิ้นเปลืองพลังงานอะไรมากนัก แต่เพื่อสร้างสรรไอเดียอะไรใหม่ๆ ในแต่ละปีเขาได้ให้การบ้านกับตัวเองแบบนี้ถึง 50-60 ชิ้น
และเขากล่าว่า "คุณจะต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ถ้าคุณไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน คุณจะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน"

สนใจดูผลงานต่างๆของ Grimes ให้ไปดูที่  http://www.joelgrimes.com


วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ร่างกายแบบนี้ ที่เราชอบ อิอิ จาก ESPN

วันนี้ มาดูรูปสวยๆ กันนะครับ น้อง นัฐพงษ์ ส่งมาให้ ผมเห็นว่า สวยงาม ทั้งคอนเซป และ แสง เงา

ใครลองเอาแนวคิดไปต่อยอด หรือ ดัดแปลง ทำงานสวยๆ ออกมา อวดโฉมกันก็ลองดูครับ ว่าแต่ทำแล้ว อย่าลืมไปโฟสใน thaioffcamera ในกลุ่ม FB ด้วยนะครับ

ต้นฉบับ ไปดู ที่นี่ ครับ

















เอ้า หาวิดีโอ เบื้องหลัง มาได้

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทำไมเราจึงยังควรใช้มิเตอร์วัดแสง (ถ้ามีให้ใช้)

หลังๆนี่ผมก็ไปออกทริปกะเขาบ้าง นอกรอบ ก็เหมือนย้อนวันเก่าๆที่ ไปเดินเที่ยวถ่ายรูป ไปขัดสนิมบางเรื่อง ไปลองวิชาบางอย่าง ไปลองอะไรที่เราอยากลอง เพราะการไปเที่ยวถ่ายรูปแบบนี้ คือ สนามฝึก สนามลอง ไม่เสียหาย ไม่เครียด
พอลองไปถ่ายแสงธรรมชาติล้วนๆ ก็เริ่มเห็นละครับ ว่า เออ ปัญหาอะไรต่างๆที่ไม่ค่อยเจอในสตูดิโอ หรือ ถ่ายงาน ไม่ค่อยเจอ ก็เกิดขึ้น เช่น การถือกล้องได้ไม่นิ่งพอ โฟกัสไม่เข้าเป้า เปีะ หรือ การแก้ไขสถานการณ์ข้างหน้า (ไปถ่ายรูปที่สาธารณะ อะไรก็เกิดได้ รวมถึง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา)

อันหนึ่งที่ผมมาดูรูปหลังกลับบ้านก็คือ ระบบวัดแสงของกล้อง ที่ผมก็คิดว่า กล้องสมัยใหม่ มันฉลาดจะตายไป ใช้ตามที่กล้องวัดก็น่าจะโอ นะ จริงๆ ต้องบอกว่า ทั่วไปมันก็โอ แหละครับ แต่บางทีมันก็ไม่โอ สักเท่าไหร่ ผมพบว่า บางสถานการณ์ มันก็วัดแสง อันเดอร์ เอาเรื่องเหมือนกัน คือ อันเดอร์ราวๆ 1 สต๊อป

ทีนี้ บางซีน เราก็ตัดสินใจยากว่า จะชดเชย เท่าไหร่ เพราะมันมีสีมาเกี่ยวข้อง อย่างตัวอย่างภาพนี้ ถ่ายที่บ้าน ในร่ม

จะเห็นว่า 3 ภาพแรก เป็นการถ่ายด้วยโหมด A วัดแสงแบบ Evaluative จากกล้องเลย จะเห็นว่า มันอันเดอร์อยู่พอควร



ถ้าดูภาพเต็ม (ขอให้ดูฮีสโตรแกรมประกอบ) จะได้ภาพดังนี้




ผมมาดู ฮีสโตรแกรม ก็จะเห็นว่า มันยังอันเดอร์อยู่พอควร เลยลองเอา มิเตอร์วัดแสง มาวัด ผลที่ได้จะเป็นแบบนี้



ซึ่งเป็นการตั้งค่าให้ได้ตามมิเตอร์ดังนี้




ดังนั้นจะเห็นว่า บางครั้ง การวัดแสงจากกล้องโดยตรง ก็ยังคงไม่น่าไว้วางใจ ถ้าคุณมีมิเตอร์วัดแสง ก็ควรใช้มันให้เกิดประโยชน์ (มิเตอร์รุ่นสู่งๆ ให้ประโยชน์สูงมาก ถึงขั้น รู้ เรโช ที่จะถ่ายกันเลย ว่า ด้านไหน มากหรือน้อยกว่า ด้านไหน กี่สต๊อป)
แต่ถ้าไม่มี ทางหนึ่งที่ทำได้คือ ดู ฮีสโตรแกรม ว่า มันพอดีหรือยัง มีการ Over ของไฮไลท์หรือไม่ ถ้ามี (ในส่วนที่เราให้ความสำคัญ) ก็ปรับแก้ซะ อย่างน้อยไปทำต่อใน โฟโตชอป คุณก็จะได้ไม่ปวดหัวกับ น๊อยส์ ที่จะเกิด เวลาดึงภาพให้สว่างขึ้นครับ