pic of day

pic of day

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สุดยอด 60 ภาพท้องทะเล



นานๆมาแปะรูปสวยคั่นเวลาเรื่องรีวิว ตากล้อง Wedding 2011 กันนะครับ เอามาจาก ที่นี่ เหมือนเดิมครับ

ผมเห็นเราชอบไปถ่ายรูปทะเลกัน แต่บ้านเราน้อยรายที่จะเล่นแนว ดรามาติก ของทะเล บทความนี้แนะนำทิปและเทคนิคไว้นิดหน่อย อย่างเช่น ให้หาความคิดสร้างสรรค์ว่า ให้เราพยายามมองหาจุดสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีตามธรรมชาติ หรือ สิ่งที่มนุษย์สร้าง ก็ได้ (find a focal point, an element or a specific detail that you’re trying to capture. Natural objects and man made structures can both serve as points of interest in your shots)

ทิปในทางปฎิบัติ

- ให้เลือกเวลาและฤดูกาลที่จะไปถ่าย เพราะทะเลจะแตกต่างกันมาในแต่ละฤดูและช่วงเวลา
- เลนส์มุมกว้างเป็นสิ่งจำเป็น ลองอัพเกรดมาใช้เลนส์ฟิก อย่าง 14mm หรือ 20mm F2.8 ส่วนเลนส์เทเลก็มีประโยชน์เหมือนกัน เผื่อถ่ายเจาะจุดที่สนใจ
- ฟิลเตอร์ที่สำคัญมากในเรื่องนี้คือ CP-L และ ND-Grad ฟิลเตอร์ ผมเองจะแนะนำให้ใช้อย่างน้อย 3 สต๊อป ขึ้นไป และ ถ้ามีสัก 5-6 สต๊อป สำหรับถ่ายช่วงเช้าหรือเย็น โพล้เพล้ จะดีมากๆเลย

เรามาดูภาพสวยๆกันนะครับ

















































วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาเลือกซื้อ ไฟสตูดิโอ กันดีกว่า



ผมไม่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ ในขณะที่บล็อกนี้ คือ บล็อกคนเล่นแสง!! มาคิดอีกที ก็ เออ มีก็ไม่เลวนะ เรื่องของเรื่องก็คือ บ่ายๆนี้ ผมจะลองค้นกูเกิล เพื่อหาว่า แฟลชจากจีนถูกๆ ราคา 2700 บาท ขนาด 250WS ยี่ห้อ GODOX ที่กำลังข้ามน้ำข้ามทะเลมานี้ มีใครในไทยใช้บ้างไหม คำตอบคือ ไม่มี !!! มีแต่เวปขายของ สองสามเวป ก็จะให้รายละเอียดคร่าวๆตามที่มีใน e-bay หรือได้จากเวปผู้ผลิต ผมเองหาคนใช้แฟลชยี่ห้อนี้ในกลุ่มเล่นแสงก็พบว่ามีคำตอบไม่มากเหมือนกัน มีคนตอบในแง่บวก และ ลบ เกี่ยวกับแฟลชตัวนี้ แต่เมื่อค้นไปเรื่อยๆจะเจอบวกมากกว่าลบ ผมเลยตัดสินใจเสี่ยงดู เจ๊ง ก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าไม่เจ๊ง ก็คุ้มละวะ

ไอ้ที่อยากเขียนเพราะ ในคำค้นของ กูเกิล นั้น ไปพบลิงค์ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกซื้อไฟสตู และแต่ละคนก็จะมีคำแนะนำต่างๆกันไป แต่ทั้งหมด ไม่ได้มีข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์ประกอบ มักเป็นความเห็นเชิงการใช้งานบ้าง ในแง่ความรู้สึกส่วนตัวบ้าง หรือประสบการณ์เกี่ยวกับบริการหลังขายบ้าง ประสมกันไป บ้างก็ให้ความเห็นดูจะเป็นเทคนิคแต่ท้ายสุดก็เป็นความเห็นลอยๆ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าเราจะต้องเขียนบล็อกเพื่อให้ความรู้เรื่องนี้เสียแล้วกระมัง อย่างน้อย ก็จะช่วยให้คนที่ยังนึกว่า การเล่นไฟสตู หรือ แฟลชสตู เป็นเรื่องไฮโซ เป็นเรื่องการเสียเงินแพงๆ เป็นเรื่องลึกลับดำมืด ออกไปซะ เพราะมันก็คือ แฟลช ธรรมด๊า ธรรมดา เหมือนที่เราใช้กันกับหัวกล้องนี่แหละ

มาเริ่มกันจากความรู้พื้นฐานเรื่องไฟสตูดิโอ หรือ สโตรป หรือ แฟลชสตู กันดีกว่า แฟลชสตูดิโอ หรือ สโตรป ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือ แฟลชแมนน่วล ธรรมดาๆตัวหนึ่ง แต่ดันให้กำลังไฟเยอะ มีแรงมาก ว่างั้น สามารถใส่อุปกรณ์ดัดแปลงแสงได้หลากหลาย แต่เดิมนั้นราคาแฟลชสตูดิโอมีราคาค่อนข้างสูง แต่ไม่สูงไปกว่า แฟลช TTL หัวกล้องถ้าเทียบกับกำลังวัตต์ที่เท่าๆกัน และอันที่จริงแฟลชหัวกล้องแบบ TTL มีราคาสูงมากกกก จากการที่เราเล่นแสง ระบบแฟลชแยก เราต้องการเพียงแฟลชแมนน่วลถูกๆ เพื่อใช้งาน แต่เมื่อเราต้องการ กำลัง ที่มากขึ้น แฟลชสตูดิโอ จึงเป็นทางเลือกที่เริ่มคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะแฟลชสตูดิโอ จาก จีน ที่เริ่มผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังกังขาในเรื่องคุณภาพ

เราจะเลือกแฟลชสตูดิโอกันอย่างไรดี?

แรกเริ่มก็คงเป็นเรื่อง กำลัง แน่นอน การขยับจากแฟลชแมนน่วลขนาด GN 120 ฟุต หรือ กำลังประมาณ 60-100WS นั้น (พวก Sunpak 444D, Sunpak 383, Nikon SB-xx, SB-xxx , Canon 580EX) ก็ย่อมต้องหากำลังที่สูงกว่า 100WS แต่จะเอาแค่ไหน มักเป็นคำถามที่ถามกันมาก คนที่ลงเรียน CL 101 กับผมก็จะได้คำตอบดีกว่า แค่ไหนถึงจะเหมาะ เพราะมันขึ้นกับ งานที่คุณต้องเอาไปใช้ คุณต้องการถ่ายของที่มีขนาดใหญ่โตมากหรือไม่ เช่น ถ่ายรถยนต์ หรือ ถ่ายงานอินทีเรียห้องขนาดใหญ่ หรือ ถ่ายสู้แสงแดดยามเที่ยงวัน แล้วอยากได้ฟ้าสีเข้ม!!!! การนับสต๊อป เพื่อให้รู้ว่า คุณต้องการ กำลังแค่ไหนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคำนึง อาทิ คุณอยากใช้ ซอฟต์บ็อกซ์ขนาดใหญ่ กินแสงสองสต๊อป ห่างจากแบบ 6 ฟุต แล้วคุณอยากถ่ายด้วยค่า F16 ได้สบายๆ คุณควรใช้กำลังกี่ WS ? จริงๆคำตอบนี้ไม่มีตรงๆตัวแต่พอจะคำนวนหยาบๆได้โดยใช้จุดอ้างอิงโดยประมาณสักจุดหนึ่ง
สมมติเราตีว่า แฟลช GN 120 ฟุตที่ 35mm อย่าง Vivitar 285HV มีกำลังประมาณ 60WS (ผมเคยแกะคาปาซิสเตอร์ออกมาดู พบว่า มันมีค่า 1100uf 350V) ผมสามารถใส่ซอฟต์บ็อกซ์ ขนาด 80*80 cm ผ้าสองชั้นใช้เต็มกำลัง ห่างแบบ 5 ฟุต ผมวัดแสงได้ F5.6 ที่ ISO 100 ดังนั้นถ้าผมอยากได้ F8.0 ผมต้องใช้กำลัง 120 WS คิดไปเรื่อยๆ จะพบว่า ถ้าต้องการให้ได้ F16 ก็ต้องการ 480WS
ดังนั้นถ้าคุณต้องการเอาแฟลชสตู สู้แสงแดดยามเที่ยง ใส่ซอฟต์บ็อกซ์ 80*80 cm ห่างแบบ 5 ฟุต คุณก็ต้องการอย่างน้อย 480WS
แต่ถ้าคุณคิดว่า การใช้ไฟ 480WS ซัดเต็มกำลังตามเงื่อนไขข้างต้น แล้วต้องใช้เวลารีไซเคิล 2 วินาที นานไป คุณก็ต้องการกำลัง 960 WS เพื่อลดเวลาการรีไซเคิลลงมาให้เหลือ 1 วินาที โดยใช้กำลัง ครึ่งเดียว!!! (สมมติว่า ไฟ 960WS รีไซเคิลที่ 2 วินาที) อย่างในกรณีฝรั่งรายหนึ่งทดลองเ่ล่นๆก็ได้ผลใกล้เคียงกัน (the sb900 can give you an aperture of f8 at a given distance of at least 3 ft from the subject. The Ab1600 can give you an aperture of f16 at a given distance.* . I used a lastolite 15x 15 cm softbox for this.) http://samcoran.wordpress.com/2010/04/30/ab1600-light-test/ หมายเหตุ สำหรบคนที่ไม่รู้จักแฟลช เอเลี่ยน บี ตัว AB1600 นั้น จริงๆใช้กำลัง 640WS

ดังนั้น การจะใช้กำลังเท่าไหร่ มันก็มีเหตุมีผลของมัน ไม่ใช่คิดเอาเองลอยๆ !!!!

จากเหตุการณ์ด้านบน คุณก็พอจะเห็นภาพ คร่าวๆ แล้วว่า กำลัง ที่คุณต้องการใช้งาน น่าจะอยู่ในระดับไหน แต่ไม่ต้องตกใจไปถ้าคุณรู้สึกว่า ต้องการกำลังไฟสูงมากเกินไป เพราะกล้องดิจิตอลสมัยนี้ น๊อยส์ น้อยมาก คุณสามารถใช้ ISO 400 ได้สบายๆ ก็หมายความว่าถ้าผมมีแฟลช 250WS แล้วผมดัน ISO จาก 100 ไปที่ 400 ผมก็จะเสมือนมีไฟที่แรงขึ้นจากเดิม 250WS ไปเป็น 1000WS ซะงั้น!



ตัวที่สองที่ควรดูก็คือ เวลาในการประจุไฟเมื่อใช้เต็มกำลัง หรือ รีไซเคิลไทม์ ซึ่งแฟลชทุกตัวมักบอกค่านี้เสมอ แฟลชแรงๆก็มักมีค่าไรไซเคิลนานมากขึ้น แต่ไม่ควรเกิน 3 วินาที เพราะหมายความว่า ถ้านานกว่านี้ การถ่ายภาพที่จำเป็นต้องใช้ไฟเต็มกำลัง ก็คงไม่สนุกเท่าไหร่ที่ต้องมารอ 3 วินาที ในการถ่ายชอตต่อไป

ตัวที่สามที่ควรดูก็คือ ระยะเวลาการวาบของไฟ ซึ่งอันนี้ถือว่า สำคัญมากกกก สำหรับคนที่ต้องการใช้ไฟเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว และ ตัวนี้แหละ ที่จะชี้ว่า ไฟสตู ของคุณนั้น มันเจ๋ง จริงหรือไม่ ผมพบว่า ไฟสตูของไทย ทั้งหมด ไม่บอกค่านี้ออกมา (หรือผมหาไม่เจอ)

คุณคงนึกออกว่า ไฟแฟลช ที่วาบออกมา ที่รู้สึกว่ัามันเร็วนั้น จริงๆแล้ว มันก็มีระยะเวลาในการวาบเหมือนกัน ลองนึกถึงหลอดไฟแบบใส้ที่กำลังวัตต์สูงๆ เวลาคุณเปิดคุณอาจเห็นใส้ที่ค่อยๆลุกแดงจนเป็นแสงสว่างและเมื่ือปิดไฟ มันก็จะค่อยๆหรี่ลงจนเห็นใส้ลุกแดงอีกครั้งก่อนดับ แฟลช ก็แช่นกัน เพียงแต่มันเกิดขึ้นเร็วมาก

โดยทั่วไปแฟลชชั้นดีมักบอกค่าการวาบของไฟว่าเร็วเป็น เศษหนึ่งส่วนเท่าไหร่ ของวินาที เช่น 1/800 1/1000 วินาที แต่ช้าก่อน นั่นยังไม่ใช่ที่สุด เพราะค่าการวัดระยะเวลาการวาบของแฟลชนั้น จะมีค่าสองค่าคือ ค่า T.1 และ T.5 แล้วมันคืออะไร? ลองมาดูกราฟข้างล่าง




โดยทั่วไป แล้วระยะเวลาการวาบของแฟลช ที่บอกจากโรงงาน มักบอกเป็นที่ระยะเวลา T.5 หรือระยะเวลาที่ 50% ของการวาบที่เกินครึ่งหนึ่ง หรือเป็นช่วงที่แฟลช กำลังเปล่งกำลังสูงสุด แต่ค่าที่สำคัญอีกค่าก็คือ T.1 หรือระยะเวลาเกือบทั้งหมดตั้งแต่แฟลชวาบจนเกือบจะดับ ถามว่าทำไมสำคัญ ตัวนี้แหละครับ จะเป็นตัวบอกว่า แฟลชของคุณนั้น สามารถ หยุดความเคลื่อนไหวได้ดีขนาดไหน ลองนึกถึง ว่าคุณต้องการ หยุดหยดน้ำ ในห้องมืด แล้วค่า T.1 ของคุณมีค่ามาก สมมติได้ 1/60 วินาที นั่นหมายความว่า คุณอาจจะเห็นน้ำหยดไม่นิ่งสนิทพอ จะีมีเงาจางๆ (ของช่วงที่แฟลชกำลังดับ) ติดมาด้วย!!! เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้น กับการทดลองของ เดวิท ฮอบบี้ จากการทดสอบแฟลชจีนตามภาพนี้ รายละเอียดตามไปอ่านใน ลิงค์นี้้




และแฟลชสตูดังๆของโลก มักให้ค่านี้ไว้เสมอ และ ถ้าไม่ให้มา อย่างน้อยถ้าคุณรู้ค่า T.5 ก็จะพอรู้คร่าวๆได้ว่า T.1 นั้นเป็นเท่าไหร่
จากหลักการทั่วไปที่ว่า ค่า T.1 นั้น มักจะเป็น 3 เท่าของค่า T.5 นั่นหมายความว่า ถ้าแฟลชของคุณมีค่า T.5 เป็น 1/1000 วินาที ค่า T.1 ก็น่าจะอยู่แถวๆ 1/300 วินาที เป็นต้น








ดังนั้น ถ้าแฟลชสตูอันไหนไม่ให้ค่านี้ไว้ ก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า น่าจะมีระยะการวาบของแฟลชที่นาน

เอาแค่ 3 ข้อนี้ ที่ควรพิจารณาเป็นสำคัญ เรื่อง การใช้งาน แอสเซสโซรี่ เช่น ซอฟต์บ็อกซ์ กริด ร่ม สนู๊ท หรือ อื่นๆ แม้จะสำคัญแต่ก็เป็นรองสามเรื่องใหญ่ที่ผมกล่าว สำหรับไฟสตูแบบพกพาก็มักจะมีเรื่องจำนวนการใช้งานเต็มกำลังว่า ใช้กับแบตแพคได้กี่ป๊อปก่อนที่ไฟจะหมด เป็นต้น

บริการหลังขาย และ ระยะเวลาในการซ่อม ก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่อย่าลืมว่าแฟลชพวกนี้ เสียยากมากกก ครับ เต็มที่ก็มักเป็นการเปลี่ยนหลอดแฟลช ซึ่ง แฟลชยี่ห้อดังหลายค่าย มักให้คุณสามารถซื้อใส้หลอดไปเปลี่ยนเองได้ แค่ เสียบเข้าออก เหมือนเปลียนหลอดไฟนีออนนั่นแหละ

ผมหวังว่า บทความนี้น่าจะเป็นจุดเิริ่ม ให้คุณเห็นแนวทางในการเลือกใช้ไฟสตูนะครับ

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มาเรียนถ่ายรูป Online กัน กับเวปดีๆ ครับ



สมัยก่อน เมื่อผมยังละอ่อน ผมพยายามเสาะแสวงหาความรู้ จากเวป คอมมูนิตี้ ดังๆในบ้านเรา อยู่พักหนึ่ง ใครว่าที่ไหนดี ก็ตามไปดู
ผลคือ ส่วนใหญ่จะพบว่า ยังไม่ตอบโจทย์ได้ถูกใจและมักพบว่าส่วนใหญ่เป็นการเล่าประสบการณ์แทบทั้งสิ้น ไม่ค่อยได้อะไรกลับไปสักเท่าไหร่ ท้ายสุด หันมาซื้อหนังสือต่างประเทศมาอ่าน แม้จะเสียเงินแพงสักหน่อย แต่ คุ้มค่ากว่ามาก ผมเลยซื้อหนังสือจาก อะมาซอน และ เดินตามร้าน คิโนคูนิยะ ซื้อมาหลายสิบเล่ม จนไม่มีเงินจะซื้อ ฮา ต้องขายอันเก่าไป เอาเงินใหม่มาสมทบ ซื้อมันต่อไป
(แต่ขอขอบคุณ เทคโนโลยี และ คนทำเวป คอมมูนิตี้ หน้าใหม่ จากต่างประเทศหลายต่อหลายค่ายที่ทำสิ่งดีๆมาให้อ่านในราคาถูกเหลือเชื่อในปัจจุบัน) ปัญหาก็คือ ผมอยากเรียนรู้จริงๆจากโปรนอก เพราะเชื่อว่า ระบบ การเรียนการสอน ของเขาน่าจะมีหลักการ และ วิธีการที่ดีกว่า ผมจึงค้นหาเวปไปเรื่อย จนท้ายที่สุด ผมเจอเวปๆหนึ่งเข้า แต่ โอ้พระเจ้า ค่าเรียนมันช่างแสนแพง ผมถึงกลับถอยมาตั้งหลักพักใหญ่ และ มองดูห่างๆอยู่หลายเดือนทีเดียว กว่าจะตัดสินใจว่า เอาวะ ................. ลองดู (ผมให้คุณค่าต่อ ความรู้ มากกว่า อุปกรณ์ หลายเท่าตัวนัก) แถม เวปนี้บอกว่า ไม่ได้ผลยินดีคืนเงิน แถมแต่ละรูป ที่เข้าอันดับของเขา จัดอยู่ในระดับ ยอดเยี่ยม

เวปที่ว่าคือ http://www.betterphoto.com/

ระบบการเรียนเป็นอย่างไร?

ระบบการเรียนที่นี่ เป็นการเรียนแบบ ออนไลน์ คุณเพียงให้อีเมล์ และ ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต คุณก็จะสามารถ ลงทะเบียนเรียนได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด มีทั้งแบบ คอร์สระยะสั้น และ คอร์สระยะยาว ผมเคยลงทั้งสองคอร์สมาแล้ว




วิธีการเรียนทำอย่างไร?

เมื่อคุณลงทะเบียนเรียน ก่อนวันเรียน จะมีอีเมล์แจ้งให้คุณไปที่ campus เพื่อแนะนำตัวกับอาจารย์ จะมีเพื่อนๆในกลุ่มที่เรียนด้วยกัน ทักทาย และ แนะนำตัวกัน คลาสหนึ่งจะมีคนเรียน ราว 20 คน (ดูรายละเอียดแต่ละคอร์ส) อาจารย์ต้องการรู้พื้นฐานของแต่ละคน และต้องส่งรูปขึ้นไป 5 รูป จากนั้น วันเรียนจริง อาจารย์จะให้คุณ ดาวน์โหลด หรือ เข้าไปอ่านเนื้อหาแบบเรียน และ ส่งการบ้าน ภายในเวลาที่กำหนด จากนั้น นักเรียนก็จะมาดูภาพของเพื่อนๆ และอาจมีคอมเม้นท์กันและกัน แต่อาจารย์ จะมาคอมเม้นท์ในท้ายที่สุด คุณสามารถส่งคำถามใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนไปถามอาจารย์ได้ ไม่จำกัด อาจารย์จะตอบทุกคำถามของคุณ ในระหว่างนี้ ถ้าเริ่มสัปดาห์ใหม่ คุณจะ็ได้บทเรี่ยนใหม่และการบ้านใหม่ แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบคอร์ส

เมื่อเรียนจบแล้ว ความเป็นสมาชิกของเราจะยังอยู่ตลอดไปหรือไม่?

เดิมนั้น เขากำหนดให้ 6 เดือน บัญชีของเราจะหายไป แต่นี่ ผมลองล็อกอินเข้าไป เมื่อผ่านมาได้ 5 ปีผ่านมา ปรากฎว่ายังเข้าไปได้!! บทเรียนที่ผมเคยเรียน ยังเข้าไปอ่าน และ ทบทวนได้!!



นอกจากนี้ ในฐานะสมาชิก คุณจะสามารถได้ข่าวสาร และ ดูรูปดีๆ ที่นักเรียน (ไม่แน่ใจว่าคนนอกส่งได้หรือไม่) ส่งประกวดกัน และมีคนดังคนหนึ่งที่หลายคนอาจรู้จักดี มักได้รางวัลชนะเลิศ ด้านถ่ายภาพบุคคลบ่อยๆ นั่นคือ เพื่อนสมาชิกสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ที่ผมและเขาคุ้นเคยกันดี นั่นคือ มานูเอล ลิโบรโด (Manuel Librodo) ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังสอนหนังสือ รร ร่วมฤดี (นานาชาิติ) อยู่หรือไม่



ระบบการสอนของที่นี่ ผมชื่นชม ตรงที่ว่า สอนดี ไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อย จับสาระไม่ได้ ผมชอบประโยคของ Jim Zuckerman ที่บอกพวกเราว่า "What I don't do is go into esoteric or psychological theories that will make you fall asleep at your computer. In the end, they won't help you take better pictures. And I don't talk in generalities. I talk in specifics. I feel this is the only way to teach photography. " สะใจดีแท้ ไม่ต้องมาเรื่องมาก ไม่ต้องมาทำตลก ไม่ต้องมาน้ำท่วมทุ่ง ตรงๆ เนื้อๆ เน้นๆ ซึ่งก็ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าคุณยังสงสัย ฝีมือของที่นี่ ลองดูภาพที่ชนะการประกวดของที่นี่เป็นตัวอย่างดูสักหน่อยก็ได้ครับ



วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อะไรกันนักหนากับ Pure Sine Wave (PSW) อินเวอร์เตอร์




กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว สมัยเมื่อครั้งผมและผองเพือนกำลังบ้าแสง ถึงจุดหนึ่งเราก็เริ่มคิดว่า เอ๊ะ ถ้าเรามีไฟสตูแรงๆสักตัวก็น่าจะดีนะเผื่อเอาไว้ ทำอะไรมันส์ๆ กัน และ เผื่อจัดอบรมนอกสถานที่จะได้มีของเล่นเอาให้ให้สมาชิกเล่นกัน เราก็ชายตามองไปที่แฟลช Alien Bees กันก่อนเลย ซึ่งอันที่จริง ผมนี่แหละ ที่ให้ข้อมูลกับเพื่อนในกลุ่มว่า ตัวนี้ เจ๋งจริง ราคาไม่แพง

อุปสรรคที่เราเจอ ด่านแรกคือ AB ไม่มีตัวแทนจำหน่ายใดๆ ทั้งสิ้น ต้องสั่งจาก อเมริกา อย่างเดียวเท่านั้น ด่านสองคือ ไฟที่ AB ใช้คือไฟแรงดัน 110 V ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข โดยเพื่อนรุ่นน้องคนนั้น ก็ติดต่อไป ปรากฎว่า เขายินดี แก้ไขให้ใช้ไฟ 220V ได้แต่ต้องจ่าย $10 เหรียญ ปัญหาแรก ก็ผ่าน จากการซื้อตรง (ข่าวว่า ปัจจุบัน AB ไม่ขายตรงนอก USA แล้ว)

ทีนี้ กลับมาเรื่อง แหล่งจ่ายไฟ เดิมนั้น เรามีจุดตัดสินใจต่อว่า จะทำไฟ 220V หรือ ทิ้งมันไว้อย่างนั้น แล้วใช้ แบตเตอรี่แพค ที่ชื่อว่า VAGABOND ซึ่งต่อมา ได้พัฒนามาเป็น VAGABOND MINI™ LITHIUM แบตเตอรี่แพคของ AB นั้น (หมายถึงรุ่นเก่า) ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า การมีแบตเตอรี่แบบ SLA (Seal Lead Acid หรือ ตะกั่วกรดแบบแบตรถยนต์ที่ผนึกมิดชิด ซึ่งหาได้ในไทยง่าย ราคาถูก) รวมกับตัวแปลงไฟแบบ PSW แต่ไอ้ตัวแปลงไฟนี่สิ แพงงงงง (ในตอนนั้น) แพงนี่ เรากำลังคุยถึง เงินหมื่นบาท นะครับ! มันเลยเป็นจุดตัดสินใจยากมาก ว่าจะเอาแบตแพคด้วยไหม เพราะจริงๆ การที่เราเล่นแฟลชเล้ก ส่วนหนึ่งก็เพราะมันพกพาไปไหนง่าย ใช้นอกสถานที่ได้ง่ายนั่นเอง ส่วนค่าตัวของแบตแพคของ AB ก็หลักหมื่นเหมือนกัน โอ๊ย ปวดหัว



ต่อมามีคนมาเฉลยว่า การประดิษฐ์ แบตแพคแบบ AB นั้นไม่ยาก แค่ใช้ตัวแปลงไฟตรงไปเป็นไฟสลับ หรือ ที่เรียกว่า Inverter นั่นเอง แต่ปัญหาเดิมนั้น ค่าตัว Inverter แบบ PSW (Pure Sine Wave) นั่นแหละแพง

กลับมาดูหน่อยว่า Inverter ในปัจจุบันมีกี่แบบ ที่เราพบเห็นตามห้าง IT บ้านหม้อ หรือที่อื่นใดนั่น ส่วนใหญ่ จะเป็นแบบ Quasi-Sine Wave หรือ modified sine wave ตามรูปด้านล่าง


จุดที่ควร พูดถึงตอนนี้เลยก็คือ พวกไฟสตู ทั้งหลายนั้น ทางผู้ผลิตเขาบอกเลยว่า ต้องใช้กับตัว Inverter ที่เป็นแบบ PSW เท่านั้น จะไปใช้แบบอื่นไม่ได้ ปัญหาก็เลยตามมาว่า ตัว PSW นั่นแพงมากก

ผมเคยสงสัยว่า ทำไม๊ ทำไม มันต้องใช้แบบ PSW ด้วยใช้แบบ modified sine wave ไม่ได้หรือ จะได้ไปหาซื้อแถวห้าง IT มีขายตัวไม่กี่พันบาท ก็ได้วัตต์ถึง 1000 วัตต์แล้ว คำตอบคือ ไม่ได้ !!!

เหตุผลที่ผมขุดลึกลงไปก็คือ การชาร์ตไฟเข้ากับคาปาซิสเตอร์นั่น หากเป็นแบบ modified sine wave ช่วงที่มัน กระโดดขึ้นไป ตามยอดคลื่นนั่น จะส่งผลให้เกิดกระแสมากจนทำให้คาปาซิสเตอร์เสียหายได้ (Charging capacitors uses a huge inrush current. Initially they appear to be a short circuit. ) ดังนั้น เพื่อความชัวร์ เราใช้ Inverter แบบ PSW จะปลอดภัยกว่า

บางคนถามว่า ใช้ UPS ไม่ได้เหรอ ต้องดูด้วยครับว่าเป็นแบบไหน UPS ของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ modified sine wave และจะว่าไป จริงๆแล้ว อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะสามารถรองรับไฟสลับแบบ modified sine wave ได้โดยไม่มีปัญหาแต่ประการใด มีแต่เจ้า ไฟสตู นี่แหละ ที่เรื่องมาก

ทางเลือกนอกจากจะประดิษฐ์ ตัวแปลงไฟเองแล้ว ก็จะีมีสองทางคือ 1. ใ้ช้เครื่องปั่นไฟเล็ก 2. ซื้อตัวแปลงไฟแบบ PSW สำเร็จรูปซึ่งมีขายหลายยี่ห้อมาก แต่ราคา ก็จะแพงตาม

ปัจจุบัน มีข่าวดีคือ เรามี PSW ราคาถูกออกจำหน่ายมากขึ้นๆ ใน E-Bay คุณภาพผมยังไม่ได้รับรายงาน แต่ เห็นเขามีใบรับรอง CE และ ROHS certificate ก็ลองหาดู



ตัวข้างบนนี้ ผมสนใจ ราคาแค่ $79 เหรียญเท่านั่น ส่วนตัวล่างนี้ ราคา $139 เหรียญ หาใน E-Bay นะครับ


ส่วนใครอยากลองทำเอง ดูวิดีโอนี้ ครับ (ผมคนหนึ่งละ จะทำ)

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รีวิว เรื่องแฟลชทริกเกอร์ ในปัจจุบันกันหน่อย


หลังจากผมสั่งแฟลชทริกเกอร์รุ่นใหม่ เพื่อใช้งานส่วนตัว ผมก็คืดว่า รีวิว มันสักทีก็ดี เพราะค้นคำในกูเกิล พบว่า ยังมีคนไม่รู้และยังไม่อัพเดทข้อมูลกันอยู่พอสมควร และเสียดายที่บางคนไปซื้อของแพงมาใช้แต่ไม่ได้ประโยชน์ตามที่ตั้งใจ วันนี้เลยมาชวนคุยให้ปวดหัวเล่น (ผมยังล่อ พารา ไปสองเม็ดเลย)

ในอดีตกาล เมื่อไม่นานมานี้ การแยกแฟลชออกจากกล้อง มีทางเลือกแบบถูกๆอยู่ทางเดียวคือ ใช้สายแยก แค่สายเองยังล่อกันเป็นพัน จะบ้าตาย แถมเกะกะ จะสะดุดหกล้มเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทางเลือกสองคือ ซื้อตัวส่งสัญญาณวิทยุมาใช้ สมัยนั้นคุณไม่มีทางเลือกมาก มีตัวรับ-ส่ง ยี่ห้อหนึ่งชื่อ Pocket Wizard ราคาคู่ละ เหยียบหมื่น (US $338.00) หาซื้อได้ ที่นี่



โชคดี สวรรค์มีตา จึงส่งให้มีประเทศจีน ผลิตเครื่องส่งสัญญาณวิทยุราคาถูกเหลือเชื่อ คุณภาพพอทน พอใช้ ราคาแค่ $37.95 ต่อคู่ (รับ-ส่ง) ทำให้การเล่นแฟลชแยกเริ่มแพร่หลายและทดลองเล่นได้ง่ายขึ้น

ต่อมา เหมือนสวรรค์แกล้งอีก มีผู้ผลิตอื่นมากหน้าหลายตา ต่างเห็นการเติบโตของตลาดนี้ จึงแข่งกันทำตัวส่งสัญญาณราคาถูกออกมาให้ใช้กันแพร่หลาย จริงอยู่ ในช่วงแรกๆ ทริกเกอร์คนยาก เหล่านี้ มีความน่าเชื่อถือของสัญญาณไม่ดีเท่ากับ Pocket Wizard เลย ยังถูกยอกย้อนว่าเป็น Poverty Wizard ของคนยาก ก็ต้องทำใจยอมรับ ยิงติดมั่ง ไม่ติดมั่ง แต่ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดกด 10 ครั้งติด 5 อะไรแบบนั้น เพียงแต่ มันส่งได้ใกล้ (30 เมตรทางตรง โล่งๆ) และมีความไม่แม่นยำอยู่ แต่พอใช้ได้

ต่อมา ได้มีการพัฒนาไปเป็นยี่้ห้อต่างๆ อาทิ PT-04 (ซึ่งมีหลาย ซับเวอร์ชั่นมาก) และ CTR-301 ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนอิงสัญญาณวิทยุที่ความถี่ 433Mhz ซึ่งเป็นความถี่เดียวกันกับ รถบังคับวิทยุ และ ของเล่นบังคับวิทยุอื่นๆ



ต่อมา ผู้ผลิตในจีน ได้เริ่มขยับ และ ปรับปรุงคุณภาพ ทั้งในเรื่อง ระยะทางในการส่ง และความน่าเชื่อถือในการทริกแฟลช ทำให้ขยับขึ้นมาเทียบเท่าของแพงอย่าง Pockat Wizard ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เว้นไว้ในเรื่องระยะทางในการทริก ที่ยังเป็นรอง โดย PW สามารถทำได้ที่ระยะ 487 เมตร ขณะที่ตัวทริกเกอร์รุ่นใหม่ของจีนทำได้ที่ระยะ 100 เมตร

ทริกเกอร์รุ่นใหม่จากจีนที่น่าสนใจ มีสองรุ่นคือ RF-602 และ RF-603 ซึ่งเป็นตัวล่าสุด จุดต่างกันระหว่าง RF-602 กับ RF-603 คือ รุ่น 602 ยังแยกเป็นตัวส่ง ตัวรับ ส่วน รุ่น 603 ทุกตัวจะเป็นได้ทั้งตัวส่งและตัวรับในตัว และทั้งรุ่น 602/603 สามารถทำตัวเป็นสายลั่นชัตเตอร์และประยุกต์ใช้เป็นสายลั่นจากระยะไกลได้อีกด้วย (602/603 ใช้สัญญาณความถี่ 2.4 Ghz เป็นย่านเดียวกับ พวก บลูทูธ และสัญญาณสื่อสารไร้สายรุ่นใหม่)


จุดเด่นของ 603 ที่เหนือกว่า 602 ก็คือ มันใช้ถ่านแบบ AAA สองก้อน ทำให้ขจัดปัญหาในอดีตที่ ตัวส่งสัญญาณมักใช้แบตพิเศษ หาซื้อยาก ทิ้งไป แถม RF-603 สามารถใช้ถ่านแบบชาร์ตไฟได้อีกด้วย

ทริกเกอร์อีกตัวที่น่าจะพูดถึงคือ Cactus V5 ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ ออกมาหลังจากพัฒนามานานพอควร ผมเองเคยใช้รุ่น V2s มาก่อน แต่การพัฒนานั้นนานเกินไป และหาซื้อจากอีเบย์ยาก ต้องซื้อจากร้านออนไลน์เท่านั้น เลยตัดทิ้งไห แต่เท่าที่ดูรายงานจากต่างประเทศ พบว่า Cactus V5 ก็ให้ผลการทริกดีพอๆกับ RF-602/603 เลยทีเดียว







อัพเดทราคา ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2011 ผมซื้อ RF-603 จาก E-bay ห้าตัว ( 5 ) ราคาเพียง 2400 บาทเท่านั้น !!! ส่งมาถึงบ้านไม่เสียภาษีเลย


หมายเหตุ ถ้าจะซื้อของในไทย ยี่ห้อแปลกๆ ให้คุณลองเอากล้องต่อกับแฟลช และ ทริกกันดูว่า มันสามารถ ซิงค์กันที่ความเร็วสูงสุดของกล้องได้หรือไม่ มีคนใช้ยี่ห้อแพงอันหนึ่ง ของไทย พบว่า มันซิงค์ได้ที่ความเร็ว 1/60 วินาทีเท่านั้น แต่ของถูกอย่าง PT-04 ซิงค์ได้สบายๆเลย ไม่อยากให้เสียค่าโง่ ครับ